Archives for posts with tag: html

อย่างที่เราทราบๆกันดีกว่า เราสามารถ Share ลิงค์เว็บต่างๆไปให้เพื่อนของเราได้ แต่สิ่งที่ทำให้ Facebook เจ๋งคือ เวลาแชร์ไปให้เพื่อนแล้ว Facebook จะทำการดึง content บางส่วนออกมาด้วยเพื่อทำให้เวลาอยู่บน Wall ทำให้สวยงามขึ้น

ดังตัวอย่างข้างบน ถ้าทำการแชร์ลิงค์ที่เป็นวีดีโอ เช่น youtube เวลาขึ้นบน Wall จะแสดง Title, Description, Thumbnail Image จากเว็บโดยอัตโนมัติ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ Web Developer จะมีทางบังคับ content ที่จะโชว์บน Facebook ได้รึเปล่า

คำตอบคือได้ครับ เพราะ Facebook ได้มีเอกสารออกมาในการปรับแต่งให้เหมาะสม โดยมีลำดับขั้นในการดึง content เป็น

  • ค่าที่กำหนดใน <title>,<meta>,<link>
  • เนื้อหา ใน <body> เช่น รูป <img>, รายละเอียด = <p>,<span>

โดยที่รองรับการดึง content ประเภท multimedia (audio,flash video ได้ด้วย)

จุดหลักสำคัญคือ <meta>
ดังตัวอย่างข้างบน

<title>@meddlesome blog"</title>
<meta name="title" content="@meddlesome blog" />
<meta name="description" content="Technology, Development, Graphic Design, Digital Marketing, Usability Blogs" />

การกำหนดรูป thumbnail ก็สามารถกำหนดได้จาก <link rel=”image_src” href=”thumbnail_image” / >

ใน Wordpress การแก้ให้แก้ผ่าน header.php ใน theme ชุดนั่นๆที่ใช้อยู่ เช่น

<link rel=”img_src” href=”<?php echo get_post_meta($post->ID, “img_src”, true); ?>” />

ใน Wordpress มี Plugins ที่ง่ายสำหรับการกำหนด metadata เนื่องจาก <meta name=”description”> เดิมของ Wordpress ได้ใส่รายละเอียดของ Blog ที่กรอกในหน้า General ซึ่งจะเหมือนๆกันทุกหน้า วิธีง่ายๆโดยใช้ Plugins ชื่อ Headspace หรือ All in One SEO ช่วยจะประหยัดเวลาได้มาก เพราะจะมีการ optimized เกี่ยวกับ meta tag โดยอัตโนมัติ

รายละเอียดเพิ่มเติม : Facebook Share/Specifying Meta Tags in Facebook Developer wikis

Adobe CS4 Web 2.0 Design Workflow

Adobe CS4 Web 2.0 Design Workflow

เนื่องจากว่าได้ทราบลิงค์งานนี้ Adobe CS4 Web 2.0 Design Workflow จาก twitter และด้วยความที่งานของผมก็เกี่ยวข้องกับการออกแบบ ก็เลยอยากไปดู workflow ว่าคนอื่นเขามีเทคนิคอะไรเพิ่มเติมรึเปล่า ก็เลยเข้าไปนั่งฟังด้วยครับ

งานนี้จัดขึ้นที่ หอศิลป์กรุงเทพมหานคร โดย Thai Adobe Flex User Group ผู้บรรยาย : Jedt Sitthidumrong

เนื้อหาหลักๆคือแนะนำ Workflow ในการออกแบบเว็บไซต์ที่ถูกต้องเพื่อความรวดเร็ว และลดขั้นตอนยุ่งยากในการทำงานในฝั่งการออกแบบ โดยใช้ Software หลักๆคือ

โดยใช้ Fireworks ในฝั่งการออกแบบ mockup และใช้ dreamweaver/firebug ในฝั่ง coding/debugging

เนื้อหาด้าน Adobe Fireworks CS4

  • ระวังการใช้ Stoke ในการออกแบบ mockup เพราะถ้าออกแบบผิดแล้วต้องการขยาย scale ที่ดูสวยงามในแต่ละ resolution จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
  • อย่าใช้ Adobe Illustrator ในการออกแบบโดยเด็ดขาด เนื่องจากปัญหาเรื่อง scaling และความไม่เท่ากันในหน่วย point/pixel (ลองจากทำ stoke แล้วยืดขยายดู)
  • สร้าง Master Page ใน Adobe Fireworks ทุกครั้งที่ทำงาน เพื่อลดความซ้ำซ้อนของ element หลักในหน้าเว็บ(หน้าอื่นๆก็จะ inherit จาก Master Page)
  • ฝัง Meta Data(Description, Tagging, Copyright, Author, etc.) ทุกครั้งเมื่อทำงาน เพื่อความสะดวกในการค้นหา ลดความซ้ำซ้อน
  • Stoke แบบ Hardline ขอบจะคมเต็ม pixel, Softline ขอบจะฟุ้ง(เกิดจากการทำ Anti Aliasing)
  • การทำ Roll-Over ให้ใช้การสร้าง State แล้วค่อยไปสร้าง Behavior (เทคนิคนี้เหมือนทำบน Dreamweaver แต่ส่วนตัวผมไม่แนะนำในการทำงานจริง เพราะ coding ที่ Adobe ใช้ปรับแต่งต่อยาก)
  • Graphic Library มีแถมมาให้ใน Adobe Fireworks ใช้งานได้เลยจาก common library
  • Adobe Fireworks CS4 มีฟังก์ชั่น “Export to Flex Skin” เพื่อเพิ่มความง่ายในการออกแบบ Flex Application โดยทำ template ในหน้าเดียว
  • ใช้ฟังก์ชั่น Align เพื่อจัดการเรื่องตำแหน่งและขนาดของ element ทั้งหมด(แนะนำเทคนิคนี้ เพราะง่ายมาก ไม่ต้องไปเล็ง)
  • ควรใช้การ Export to PDF เพื่อให้ลูกค้ารีวิว (เนื่องจาก pdf สามารถให้ลูกค้าวาด comment ในตัว viewer แล้วบันทึกส่งกลับมาพิจารณาต่อได้ (โปรแกรม Preview ในแมคใช้ฟังก์ชั่น Annotate)
  • สามารถสร้าง Popup menu โดยการใช้เทคนิค swap image ใน behavior อีกเช่นเคย

เนื้อหาด้าน Adobe Dreamweaver CS4

  • เวลาทำเว็บทุกครั้ง ต้องประกาศ tag <!DOCTYPE> ทุกครั้ง เพื่อบอก version ของ html และแนะนำให้ใช้ “XHTML”
  • ใช้ cmd+option+click เพื่อดูรายละเอียดของ element ต่างๆ (คล้ายๆ Firebug)
  • ลดขั้นตอนในการทำงานโดยการใช้การ Edit Original ที่ Fireworks แล้วกด Done เพื่อกลับมาแก้ที่ Dreamweaver ต่อได้(ลดขั้นตอนการทำงานข้ามโปรแกรมได้ดีมาก)
  • ใช้การ “Clocking” ไฟล์ เพื่อป้องกันการ Upload ไฟล์ขึ้นไปซ้อนทับกัน (แต่ผมแนะนำให้ใช้วิธีการทำ subversion เพื่อความคล่องตัวในการทำงาน)
  • ให้ลูกค้าใช้ Firefox ในการรีวิวงาน(เนื่องจากพัฒนาบน Firefox เป็นหลักเนื่องจากได้มาตรฐาน Web Standard) เมื่อทำใกล้เสร็จค่อยให้แก้ Bug ในส่วนของ Internet Explorer (เพราะ IE มันเรื่องมากในมาตรฐานเว็บ ลูกค้าบางคนยังใช้ IE6 ซึ่งจะ 10 ปีเข้าไปแล้ว)

CSS Design Workflow – การทำงานกับการออกแบบ Style Sheet ให้ออกแบบใน Firefox เป็นหลักแล้วค่อยทำ css hacking กับ IE6,7,8 แยกไฟล์กัน เพื่อลดความซ้ำซ้อน

  • Reset CSS
  • CSS Layout (IE6,IE7,IE8(แยกแต่ละไฟล์เพื่อทำ Hacking))
  • CSS Text (IE6,IE7,IE8(แยกแต่ละไฟล์เพื่อทำ Hacking))

จะว่าไปส่วนใหญ่ผมมักจะทำ mockup บน photoshop โดยอิงจาก 960.gs template เพื่อความสะดวกในการวาง grid เว็บ แล้วค่อยมา hardcode ใน TextMate (Dreamweaver จึงไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรกับผมมากนัก) แต่หลังจากนี้คงจะลองเอา workflow นี้ไปทำงานดูครับ :)