ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเรื่องเทคโนโลยี 3G ในบ้านเรา ผู้ให้บริการต่างๆยังไม่มีความชัดเจน แต่ที่ชัดแจนแน่ๆ เพราะตัวเองมีคลื่นอยู่และพร้อมให้บริการได้ คือ บมจ. TOT

เนื่องจากตัว TOT เองนั้นผมยังมองว่าไม่มีความพร้อมในเรื่องการให้บริการ จากสิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา (Thai Mobile 1900, TOT ADSL, PSTN) สิ่งที่ผมคาดว่า Model การจัดเก็บรายได้คงมาจากการให้สิทธิ์การทำ MVNO(Mobile Virtual Network Operator)กับผู้ให้บริการที่อยากเข้าธุรกิจมือถือ แต่ไม่มีคลื่นเป็นของตัวเอง เป็นหลัก(ธรรมดา TOT ได้รายได้ส่วนใหญ่เกิดจากส่วนแบ่งจากการเป็นเจ้าของสัมปทานคลื่น 900 ที่ให้สิทธิ์ AIS ไปทำ)

บริษัท 365 ก็เช่นกันเพิ่งเริ่มดำเนินธุรกิจในการเป็น MVNO กับ TOT และเพิ่งได้ทำ Campaign ในการเปิดตัวในลักษณะ Viral Marketing เพื่อการสร้างการรับรู้จดจำแก่กลุ่มเป้าหมาย(ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นประจำ) ในชื่อ “Upgrade 3G กับ 365″ โดยให้ผู้ที่สนใจที่อยากได้ซิม 3G ไปทดลองก่อน ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ พร้อมต้องชวนเพื่อนที่เล่น Social Network(Hi5, Facebook, Twitter) 4 คนร่วมก๊วนและส่ง SMS ยืนยันตัว

365 Campaign : Upgrade 3G with 365

365 Campaign : Upgrade 3G with 365

ขณะนี้ระหว่างเขียนบทความมีผู้ลงทะเบียน 20,729 คน ถือว่าประสบความสำเร็จด้วยดี เพราะกลุ่มทดลองที่เข้ามาล้วนแต่เคยมีประสบการณ์ในการใช้ Social Networking ซึ่งเป็นหนึ่งใน Application ที่รันอยู่ในอินเตอร์เน็ต แต่สิ่งที่ผิดพลาดคือ คำพูดที่กำกวม ไม่ชัดเจนในการประกาศ/ประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่ไม่มีการบอกถึงข้อยกเว้นที่จะไม่ได้ซิม, ไม่มีการพูดถึงจำนวนในการแจกล๊อตแรก ลามไปจนถึงการออกแบบเว็บไซต์ที่ดูแนว แต่เหมือนทำเล่นๆขำๆ

แต่สิ่งที่ผมสนใจคือการใช้ภาษาในการให้ข้อมูลของ 365 ลำพังดูแล้วเหมือนจะ friendly กับลูกค้า แต่มันดูเหมือนเพื่อนคุยกับเพื่อน

(un)official FAQ ?

(un)official FAQ ?

นึกว่านั่งอ่าน chat log ของเด็กมัธยมคุยกัน

un(official) FAQ ? 2

un(official) FAQ ? 2

อ่านมาแล้วรู้สึก บริษัทนี้ไม่มีความน่าเชื่อถือในการให้บริการเลย จนถึงขนาดมีคนเรียก 365.co.th ว่า เว็บนาธาน365 เพราะความกำกวมในการสื่อสาร

แต่ที่ตลกอีกอย่างคือ TOT คิดอะไรอยู่ เพราะจะเอาซิมไปขายที่ Central World 13.00 น. ก่อนที่ 365 จะทำการแจกซิมในวันเดียวกัน 17.00 น., กะจะมาแย่งลูกค้า เห็นได้ชัดว่า TOT ยังคิดไม่เป็นอยู่เหมือนเดิม :)

Adobe CS4 Web 2.0 Design Workflow

Adobe CS4 Web 2.0 Design Workflow

เนื่องจากว่าได้ทราบลิงค์งานนี้ Adobe CS4 Web 2.0 Design Workflow จาก twitter และด้วยความที่งานของผมก็เกี่ยวข้องกับการออกแบบ ก็เลยอยากไปดู workflow ว่าคนอื่นเขามีเทคนิคอะไรเพิ่มเติมรึเปล่า ก็เลยเข้าไปนั่งฟังด้วยครับ

งานนี้จัดขึ้นที่ หอศิลป์กรุงเทพมหานคร โดย Thai Adobe Flex User Group ผู้บรรยาย : Jedt Sitthidumrong

เนื้อหาหลักๆคือแนะนำ Workflow ในการออกแบบเว็บไซต์ที่ถูกต้องเพื่อความรวดเร็ว และลดขั้นตอนยุ่งยากในการทำงานในฝั่งการออกแบบ โดยใช้ Software หลักๆคือ

โดยใช้ Fireworks ในฝั่งการออกแบบ mockup และใช้ dreamweaver/firebug ในฝั่ง coding/debugging

เนื้อหาด้าน Adobe Fireworks CS4

  • ระวังการใช้ Stoke ในการออกแบบ mockup เพราะถ้าออกแบบผิดแล้วต้องการขยาย scale ที่ดูสวยงามในแต่ละ resolution จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
  • อย่าใช้ Adobe Illustrator ในการออกแบบโดยเด็ดขาด เนื่องจากปัญหาเรื่อง scaling และความไม่เท่ากันในหน่วย point/pixel (ลองจากทำ stoke แล้วยืดขยายดู)
  • สร้าง Master Page ใน Adobe Fireworks ทุกครั้งที่ทำงาน เพื่อลดความซ้ำซ้อนของ element หลักในหน้าเว็บ(หน้าอื่นๆก็จะ inherit จาก Master Page)
  • ฝัง Meta Data(Description, Tagging, Copyright, Author, etc.) ทุกครั้งเมื่อทำงาน เพื่อความสะดวกในการค้นหา ลดความซ้ำซ้อน
  • Stoke แบบ Hardline ขอบจะคมเต็ม pixel, Softline ขอบจะฟุ้ง(เกิดจากการทำ Anti Aliasing)
  • การทำ Roll-Over ให้ใช้การสร้าง State แล้วค่อยไปสร้าง Behavior (เทคนิคนี้เหมือนทำบน Dreamweaver แต่ส่วนตัวผมไม่แนะนำในการทำงานจริง เพราะ coding ที่ Adobe ใช้ปรับแต่งต่อยาก)
  • Graphic Library มีแถมมาให้ใน Adobe Fireworks ใช้งานได้เลยจาก common library
  • Adobe Fireworks CS4 มีฟังก์ชั่น “Export to Flex Skin” เพื่อเพิ่มความง่ายในการออกแบบ Flex Application โดยทำ template ในหน้าเดียว
  • ใช้ฟังก์ชั่น Align เพื่อจัดการเรื่องตำแหน่งและขนาดของ element ทั้งหมด(แนะนำเทคนิคนี้ เพราะง่ายมาก ไม่ต้องไปเล็ง)
  • ควรใช้การ Export to PDF เพื่อให้ลูกค้ารีวิว (เนื่องจาก pdf สามารถให้ลูกค้าวาด comment ในตัว viewer แล้วบันทึกส่งกลับมาพิจารณาต่อได้ (โปรแกรม Preview ในแมคใช้ฟังก์ชั่น Annotate)
  • สามารถสร้าง Popup menu โดยการใช้เทคนิค swap image ใน behavior อีกเช่นเคย

เนื้อหาด้าน Adobe Dreamweaver CS4

  • เวลาทำเว็บทุกครั้ง ต้องประกาศ tag <!DOCTYPE> ทุกครั้ง เพื่อบอก version ของ html และแนะนำให้ใช้ “XHTML”
  • ใช้ cmd+option+click เพื่อดูรายละเอียดของ element ต่างๆ (คล้ายๆ Firebug)
  • ลดขั้นตอนในการทำงานโดยการใช้การ Edit Original ที่ Fireworks แล้วกด Done เพื่อกลับมาแก้ที่ Dreamweaver ต่อได้(ลดขั้นตอนการทำงานข้ามโปรแกรมได้ดีมาก)
  • ใช้การ “Clocking” ไฟล์ เพื่อป้องกันการ Upload ไฟล์ขึ้นไปซ้อนทับกัน (แต่ผมแนะนำให้ใช้วิธีการทำ subversion เพื่อความคล่องตัวในการทำงาน)
  • ให้ลูกค้าใช้ Firefox ในการรีวิวงาน(เนื่องจากพัฒนาบน Firefox เป็นหลักเนื่องจากได้มาตรฐาน Web Standard) เมื่อทำใกล้เสร็จค่อยให้แก้ Bug ในส่วนของ Internet Explorer (เพราะ IE มันเรื่องมากในมาตรฐานเว็บ ลูกค้าบางคนยังใช้ IE6 ซึ่งจะ 10 ปีเข้าไปแล้ว)

CSS Design Workflow – การทำงานกับการออกแบบ Style Sheet ให้ออกแบบใน Firefox เป็นหลักแล้วค่อยทำ css hacking กับ IE6,7,8 แยกไฟล์กัน เพื่อลดความซ้ำซ้อน

  • Reset CSS
  • CSS Layout (IE6,IE7,IE8(แยกแต่ละไฟล์เพื่อทำ Hacking))
  • CSS Text (IE6,IE7,IE8(แยกแต่ละไฟล์เพื่อทำ Hacking))

จะว่าไปส่วนใหญ่ผมมักจะทำ mockup บน photoshop โดยอิงจาก 960.gs template เพื่อความสะดวกในการวาง grid เว็บ แล้วค่อยมา hardcode ใน TextMate (Dreamweaver จึงไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรกับผมมากนัก) แต่หลังจากนี้คงจะลองเอา workflow นี้ไปทำงานดูครับ :)

Twitter Japan

Twitter Japan

ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับทวีตเตอร์มากมาย ทั้งในเรื่องในการทดลอง feature ใหม่ๆ หรือ business model ที่ทวิตเตอร์กำลังหาอยู่ แต่เป็นที่น่าสนใจอยู่ว่า ทำไม Twitter ถึงทำการทดลองตลาดหลายๆอย่างกับ Twitter ในประเทศญี่ปุ่น

Twitter Japan เริ่มด้วยการเข้าไปจับมือกับบริษัท Digital Garage บริษัทด้านเทคโนโลยีของญี่ปุ่น โดยได้ร่วมลงทุนด้วย โดยมีการช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยี,การทดลองการตลาดใหม่ๆในตลาดญี่ปุ่น โดยผ่าน บริษัท CGM Marketing (บริษัทลูกของ Digital Garage) ซึ่งทำเกี่ยวกับการตลาดสำหรับสื่อ CGM (Customer Generated Media)

ทำไมต้องเป็นญี่ปุ่น ?

  • ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง
  • มี Infrastructure ที่เหมาะสม ทั้งเรื่อง broadband internet, mobile internet (มีอัตราการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตสูง)
  • มีอัตราการใช้ Social Network ที่มาก
  • คนญี่ปุ่นมี Loyalty ใน brand ต่างๆสูง (มองถึงมุมเรื่องชาตินิยม, ความตั้งใจในทิ้งที่ทำ/ชอบ ทำให้ Serve ในสิ่งที่คนญี่ปุ่นต้องการได้ตรงจุด)
  • อัตราการจับจ่ายซื้อสินค้าผ่าน Digital Store ค่อนข้างสูง

ญี่ปุ่นเป็นตลาดที่แปลกอีกตลาด ที่บริการต่างๆต้องทำ localization เพื่อลงมาสู้เพราะคนญี่ปุ่นมีความชาตินิยมสูง รวมถึงรสนิยมก็ไม่เหมือนประเทศอื่น บางบริการที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำ ก็ต้องล้มหมอนพับเสื่อกลับไปเพราะตอบโจทย์ไม่ตรง

มีกรณีศึกษาเด่นๆ 2 ตัวคือ mixi, nico nico douga

Social Network : Mixi ミクシィ

Mixi : Social Network in Japan

Mixi : Social Network in Japan

Mixi เป็น Social Network ที่ได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่น เจาะกลุ่มตลาดหญิงสาว ผู้ใช้ต้องอายุ 18 ปีขึ้นไป มีอัตราการเติบโตที่สูงมาก เพราะมีการจำกัดสมาชิก การสมัครไม่สามารถทำได้เอง ต้องผ่านการ Invite จากผู้ใช้ mixi ก่อน ซึ่งก็ทำให้เป็น viral marketing ได้เหมือนกัน เป็นบริการที่มีสัดส่วน การใช้งานผ่านมือถือต่อคอมพิวเตอร์ค่อนข้างสูง คือ 60:40

Video Sharing : nico nico douga ニコニコ動画

Nico Nico Douga

Nico Nico Douga : Video Sharing in Japan

Nico Nico Douga เป็นเว็บไซต์แบ่งปันวีดีโอในลักษณะเดียวกับ Youtube แต่เจาะกลุ่มตลาดโอตาคุ (ผู้คลั่งไคล้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นพิเศษ) นิโกะ ใช้ภษาญี่ปุ่นเป็นหลัก และต้องมีการสมัครสมาชิกก่อนที่จะเข้าชมวีดีโอ มีผู้ลงทะเบียนใช้ 6 ล้านคน และผู้ใช้ผ่าน Mobile version มีมากถึง 1.2 ล้านครั้ง

สิ่งที่ทำให้นิโกะประสบความสำเร็จคือ ความเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวที่ไม่มีใครเหมือน คือการคอมเมนต์วีดีโอ ด้วยข้อความสั้นๆ สามารถเลือกคอมเมนต์เป็นช่วงเวลาได้ และเลื่อนๆพร้อมๆกัน บางคลิปบางช่วงในวีดีโอ คอมเมนต์อาจจะเลื่อนเต็มหน้าจอ ก็แสดงให้เห็นความชอบในช่วงเวลานั้นๆได้ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของนิโกะที่ไม่มีใครเหมือน อีกประเด็นคือนิโกะได้ทำ Exclusive Content ที่จับมือกับบริษัทบันเทิงต่างๆ เช่นคลิปวีดีโอเกมส์ หรือ บทสัมพาษณ์พูดคุยกับนักร้องที่ได้รับความนิยม หรือการประกวดเต้นโคฟเวอร์แล้วอัดส่งประกวด

กรณีศึกษาที่ดีของการข้ามมาตีตลาดญี่ปุ่นคือ Yahoo.jp (Yahoo Japan Corporation) ที่ได้มีการทำ localization ทำบริการต่างๆที่เหมาะกับคนญี่ปุ่น บริการนึงที่ผมชอบคือ Yahoo JP Transit Map ที่ช่วยหาเส้นทางรถไฟที่เหมาะสมที่สุดในการเดินทาง รวมถึงไปเป็น Internet Service Provider ด้วย Yahoo! BB (แต่เนื่องจากว่าแยกบริษัทกัน yahoo id ญี่ปุ่นจะใช้ร่วมกับ yahoo.com ไม่ได้)

อยากมาตีตลาดญี่ปุ่น ต้อง !

  • localization ภาษาเป็นญี่ปุ่น เพราะคนญี่ปุ่นไม่คุ้นกับภาษาอังกฤษอยู่
  • เพิ่มบริการที่เหมาะสมกับคนญี่ปุ่น
  • ศึกษาลูกค้าอยู่เสมอ เพราะ Trend ของญี่ปุ่นเกิดได้ตลอด ใครๆก็สามารถเป็น Trend Setter ได้
  • พยายามทำตัวให้เป็น Japanese Brand

ตอนนี้ตลาด Micro Blogging ในญี่ปุ่นยังเพิ่งเกิด Twitter จึงเป็นที่นิยมในประเทศญี่ปุ่น มีข้อมูลของการเติบโตของ Twitter ในญี่ปุ่นได้อย่างน่ากลัว

Tokyo, Japn Top in Twitter Leader Board

Tokyo, Japn Top in Twitter Leader Board

(comment ข้อมูลค่อนข้างเก่าหน่อยครับ)

ซึ่งสิ่งที่ Digital Garage ทำการตลาดในญี่ปุ่นคือออกเว็บไซต์ portal ที่ชื่อ twinavi.jp ที่ไว้เป็นศูนย์รวมผู้เล่น twitter ชาวญี่ปุ่น รวมถึงมี Guide คอยแนะนำวิธีการเล่นด้วย

twinavi.jp : Official Twitter Japan portal site

twinavi.jp : Official Twitter Japan portal site

และอีกอย่างก็คือ campaign “twitterとわたし” หรือ “twitter กับฉัน” โดยการนำคนดังออกมาบอกเล่าประสบการณ์ของฉันกับ twitter

Campaign : Twitter and Me

Campaign : Twitter and Me

กลับมายังเรื่องของ Twitter ที่ลงมาตีตลาดญี่ปุ่นแล้วใช้ญี่ปุ่นเป็นที่ทดลอง Business Model ใหม่ๆ บริการที่มีข่าวในการทดลองที่ญี่ปุ่นมีหลายอย่าง ทั้งที่ออกมาแล้ว และยังไม่ออกมา

อย่างที่เห็นได้ชัด ตอนนี้คือมีแบนเนอร์โฆษณาขนาด 185 x 185 ที่มุมขวาบนของหน้าเว็บ (ขณะนี้ผู้ลงโฆษณายังไม่มาก)

Twitter Japan Ads Banner

Twitter Japan Ads Banner

อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมาคือ Twitter Japan เปิดบริการ Mobile Site ที่ http://twtr.jp

Twitter Mobile Site Terser

Twitter Mobile Site Terser

เพราะ mobile site ของ Twitter เองที่ http://m.twitter.com ไม่สามารถใช้ได้กับโทรศัพท์ส่วนใหญ่ในญี่ปุ่น ซึ่งตอนนี้ถ้าอยู่ญี่ปุ่นแล้วเข้า twitter ผ่านมือถือจะถูก redirect ไปที่ http://twtr.jp

โดยที่หน้าตาของ Mobile Site Japanese version เป็นดังนี้

Twtr : Twitter Japan Mobile version

Twtr : Twitter Japan Mobile version

อีกสิ่งคือ twicco บริกา twitter group ที่เปิดให้ใช้สำหรับคนญี่ปุ่นที่เดียว แบ่งกลุ่มผู้ใช้ในสิ่งที่ชอบเหมือนกัน (สร้าง loyalty ให้กับ twitter) รวมถึงดู trend tagging ได้ว่าอะไรฮิตอยู่ช่วงนี้

twicco : Twitter Japanese group mashup

twicco : Twitter Japanese group mashup

อีกสิ่งนึงคือ twitter เปิดตัว Paid Premium Account ในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ โดยที่ผู้ใช้ที่ต้องการ follow ต้องจ่ายเงิน subscribe ก่อน ไอเดียนี้จริงๆไม่ใหม่ เพราะ Biz Stone co-founder ของ twitter ก็เคยออกมาพูดเกี่ยวกับ การหาเงินกับบริษัทที่เปิดบัญชีผู้ใช้งาน twitter ที่ต้องจ่ายเงิน

Twitter Paid Premium Account & Exclusive Content

Twitter Paid Premium Account & Exclusive Content

โดยโมเดลนี้บัญชีที่เปิดใช้งานแบบ premium ผู้ที่ต้องการอ่าน ต้องทำการจ่ายเงินเพื่อเข้าชม โดยที่จะมี content เช่นความรู้,รูปภาพ,วีดีโอ โดยมีการตั้งราคาไว้ตั้งแต่ 100 เยน ถึง 1000 เยน โดยสามารถจ่ายผ่านบัตรเครดิต หรือจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์มือถือแล้วไปเรียกเก็บเงินปลายเดือนได้ หรืออาจจะสามารถซื้อบัตรที่ร้านสะดวกซื้อเพื่อเติมเงิน (ลักษณะ payment model คล้าย iTunes Store)

โดยมีคนให้สาเหตุว่าโมเดล Premium Account จะได้ผลในญี่ปุ่นคือ

  • ญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวในตลาด twitter ที่มี Official Mobile Client (twtr.jp)
  • ญี่ปุ่นมีอัตราการใช้อินเตอร์เน็ตผ่านมือถือมากกว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
  • คนญี่ปุ่นพร้อมใจที่จะจ่ายเพื่อเนื้อหาที่ต้องการ โดยมีทางเลือกที่สะดวกในการจ่ายเงิน(Credit Card, Mobile Carrier Subscribe, Pre Paid Card)
  • การจ่ายตังเพิ่มเป็นเรื่องที่ธรรมดาในญี่ปุ่น เช่น Mixi(Social Network), Cookpad(Recipe site) ก็มีการจ่ายเงินรายเดือนเพื่อดูเนื้อหาพิเศษ โดยที่ 5%-15% ของผู้ใช้ทั้งหมดยินยอมที่จะจ่ายเงิน
  • เนื้อหาในทวีตเป็นภาษาญี่ป่น ตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นสามารถย่อคำอ่านได้หลายตัวผ่านคันจิที่ใช้กัน ทำให้ได้เนื้อหาในการทวีตที่มีประโยชน์มากขึ้น
  • คนญี่ปุ่นสนใจผู้มีชื่อเสียง(ดารา,นักร้อง) ว่าทำอะไรอยู่ เกิดอะไรขึ้น บล๊อกของดาราบางคนจะโพสถึงขนาดว่ากินข้าวเที่ยงอะไร และพร้อมที่จะจ่ายเงินเพื่อที่จะดูดาราที่ชื่นชอบ(จากวัฒนธรรมการคลั่งไคล้ดาราที่มีอยู่มากในญี่ปุ่น จนบางครั้งก่อความรุนแรงถ้าดาราคนนั้นทำเรื่องที่ผิดๆต่อแฟนๆ)
  • ทวีตเตอร์ในญี่ปุ่นกำลังเติบโตอย่างมากในปัจจุบัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า exclusive content เติบโตและมีคนพร้อมที่จะจ่ายตังเพื่อเป็นแฟนคลับ โดยยกตัวอย่างวงไอดอล AKB48 ที่มีฐานแฟนคลับที่ค่อนข้างเหนียวแน่นในญี่ปุ่น ทุกอย่างสามารถทำเงินได้หมด ทั้งการทำ Video on demand, หรือแม้แต่การสมัครสมาชิกเพื่อเป็นแฟนคลับ

AKB48 Live On Demand (Exclusive Content subscriber)

AKB48 Live On Demand (Exclusive Content subscriber)

AKB48 Official Fanclub Registration

AKB48 Official Fanclub Registration

รวมถึง ข่าว AKB48 เข้ามาเล่น twitter โดยมีการใช้การปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้าน SMO/SMM เช่น Twitter account ของนักร้องสาว ในวง AKB48 @tomoomichan ที่ผมคาดว่าจะมีการร่วมทำ Premium Account ด้วย(เพราะมีฐานแฟนคลับอยู่แล้ว)

Tomomi Kasai, Official twitter account

Tomomi Kasai, Official twitter account

Source : Techcrunch.comasiajin.com , readwriteweb.com , blog.twitter.com

จาก ข่าว ที่ News Corp. (บริษัทด้านสื่อยักษ์ใหญ่ของอเมริกา) ได้ออกมาตัดสินใจทำ exclusive deal กับ bing ของ microsoft โดยการห้ามไม่ให้ Google ทำ indexing ผลลัพธ์การค้นหา ซึ่งผมก็มองไปว่าจะเป็นการฆ่าตัวตายรึเปล่า เพราะ Google มี Market share ในวงการ Search Engine มากที่สุด

โดยแลก traffic ที่จะไม่ได้จาก Google แต่ได้เงินจาก microsoft และ traffic ที่น้อยลงจาก bing

โดยที่ gawker.com ได้ทำ visualize แสดงว่าถ้าไม่มี News Corp. ในผลการค้นหาแล้ว จะเป็นอย่างไรบ้าง

Google News Result

Google News Result

keyword แรก “lieberman public option” มีเพียง 2 link จากหน้าแรกที่เป็นของ News Corp.

Google News Result(specific Wall Street Journal)

Google News Result(specific "Wall Street Journal")

ลองจำกัด criteria ลงให้เฉพาะว่าข่าวได้ต้นฉบับมาจาก “Wall Street Journal” ก็พบว่ามี 3 ลิงค์หลักที่มาจาก News Corp.

Google News Result (fill-out WSJ and Foxnews)

Google News Result (fill-out WSJ and Foxnews)

สุดท้ายทำการทดลอง fill-out ไม่เอาผลลัพธ์จาก WSJ และ Foxnews พบว่าข่าวจากที่อื่นก็สามารถเป็นประโยชน์ได้หมด ดังรูปสีเขียว

สรุปผลการทดลองทั้งหมดพบว่า Google ไม่เสียผลลัพธ์ในการค้นหา เนื่องจากข่าว 1 ข่าวถูกนำเสนอซ้ำไปซ้ำมาเรื่อยๆ (ดังที่ปรากฎใน news mashup อย่าง techmeme ที่ทำเสนอข่าวที่อยูใน criteria เดียวกัน)

Source : http://gawker.com/5412151/a-glimpse-of-google-without-news-corp-no-big-loss/gallery/

ธรรมดาผมก็ชอบฟังเพลงอยู่แล้ว แถมต้อง “ฝังปก” กับ iTunes ด้วยเพื่อความสวยงามในการ browse บน iPhone
แต่แล้วปกเพลงธรรมดาๆ ที่ผมสงสัยว่า “มันจะสื่ออะไร” สุดท้ายผมก็เจอสิ่งที่ซ่อนอยู่

ใช้เวลากับรูปสักหน่อยนะครับ มี 2 ปกครับ แล้วค่อยไปดูเฉลยด้านล่าง :

bbb cover(art)

bbb cover(art)

bbb cover(art)

bbb cover(art)



 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
คิดออกรึยังครับ

====================================

เฉลย :

รูปบนใช้คำว่า base ball bear Love Mathematics ไว้ (วิธีการมองให้เอียงหัวไปทางซ้าย)

รูปล่างใช้คำว่า base ball bear Change ไว้ (วิธีการมองให้เอียงหัวไปทางขวา)

ทั้งสองรูปนี้ผมว่าเจ๋งมาก เพราะเป็นการนำเอาแค่ตัวอักษรมาทำการจัดเรียงจนได้ภาพศิลป์ออกมา ไม่ว่าจะใช้เทคนิคแบบ mirror หรือ เน้นสีเฉพาะส่วนเพื่อสร้างเป็นภาพใหม่ แต่ความหมายยังคงถูกซ้อนไว้เหมือนเดิม แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าภาพที่สร้างขึ้นมามักจะสมมาตร และรักษาระยะห่างเท่าๆกันครับ :)